Mainz & Koblenz, Germany




Mainz, Germany











Mainz, Germany 2008






















เดินทางจาก Geisenheim ถึง Koblenz โดยใช้บริการรถไฟฟ้าประมาณ 1 ชั่วโมงค่าดดยสาร 10.9 EUR. เดินเที่ยวแถวๆริมแม่น้ำไรน์ มีเรือสำราญให้ท่านได้สัมผัสและดื่มดำกับบรรยากาศทีเย็นสบาย ค่าบริการ 3 EUR. เที่ยวละ 30 นาที

สำนักงานที่ Geisenheim, Germany

























บังเอิญช่วงที่เราอยู่ มีลูกค้าจากบ้านเราไปที่ออฟฟิศ ก็เลยมีธงชาติไทยประดับบนยอดเสาคู่กับธงชาติเยอรมัน

MAN Ferrostaal Industrieanlagen GmbH
65366 Geisenheim, Germany

เส้นทางเดินจากที่พักถึงที่ทำงาน Geisenheim, Germany












โรงแรมที่พักอยู่ที่ถนน"Winkelerler Str." เดินไปเรื่อยๆ อากาสก้ประมาณ 10 อาศา C. กำลังสบายแต่บางวันฝนก็ตกพรำๆ ต้องเอาร่มติดตัวไปด้วย
ถนนก็สอาดดี แต่ก็ไม่ค่อยมีคนเดินมากนัก ส่วนมากใช้จักรยานและก็รถส่วนตัว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีก็ถึงที่ทำงานซึ่งตั้งอยู่ในเขต Industrial Zone พื้นที่ฝั่งตรงข้ามกับที่ทำงานก็เป็นไร่องุ่นขาว ที่ปลูกไว้สำหรับทำไวน์ขาว Geisenheim ก็นับได้ว่ามีชื่อเสียงเรื่องไวน์ขาวพอสมควร

ที่พัก "Zur Post Hotel" Geisenheim, Germany
















บริเวณกลางเมืองมีต้นไม้ใหญ่ๆหนึ่งต้น เป็นที่นั่งพักผ่อนอย่างดีสำหรับหลายๆคน






บริเณโรงแรมที่พัก


ZUR POST, Ruedesheimer Strasse 35, D 65366 Geisenheim, Tel. +49 (0) 6722 8188


บันทึกการเดินทางไกร์เซ็นต์ไฮม์-ไมนซ์ (ตอนที่ห้า)

เช้าวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2551 นี่ก็ครบ 9 วันแล้วสิที่เราได้ซึมซับกลิ่นอายของความหนาวเย็นในกลุ่มรัฐฝั่งตะวันตกของเยอรมนีเมืองที่เราอยู่คือ Hessen ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐทั้งเจ็ดของแฟรงค์เฟิร์ท ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทั้งศูนย์กลางแห่งความโรแมนติคและเขตอุตสาหกรรมของเมืองเบียร์ ด้วยสถานที่ตั้งที่เกือบจะกลางหว่างใจของเยอรมนี แฟรงค์เฟิร์ทจึงกลายเป็นจุดบรรจบของทางหลวงไปโดยปริยายหรือที่ภาษาเยอรมันเขียนว่า “เอาโตบาน” (Autobahn) เชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงวงสตริงคอมโบ้รุ่นกลางๆในบ้านเราในช่วงหลายปีก่อนได้แน่เลย พอจะสันนิจฐานได้ว่าชื่อวงออโต้บาฮ์นน่าจะมาจากความหมายของถนนสายหลักในเยอรมนีนี่หละ……...ปลายฟ้า แค่หลับตาลงคงพบกัน โอบกอดดวงใจสายสัมพันธ์ ท่ามกลางความฝันของเรา ….ดาวน้อย (ดาวน้อย) โปรดลอยลงมาตรงหัวใจ เก็บเกี่ยวความคิดถึงฉันไป ให้เธอที่ปลายฟ้าไกล ...
เหตุการณ์ที่นับได้ว่าอยู่ในความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวเยอรมนีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็คือ การทลายกำแพงเบอร์ลิน รุ่งเช้าวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 เสียงฆ้อนได้ก้องกระหึ่มตลอดสองฝั่งของกำแพงและในขณะเดียวกันเหตุการณ์แห่งประวัติศาสตร์ก็ได้ถูกถ่ายทอดไปสู่สายตาของชาวโลก เพราะนั่นมันคือเช้าที่กำแพงเบอร์ลินที่ขวางกั้นระหว่างเบอร์ลินตะวันตกและตะวันออกได้ถูกพังทลายลง ซึ่งสัญญลักษณ์ของการแบ่งแยกระหว่างตะวันตกและตะวันออกได้สิ้นสุดลงณ. วินาทีนั้น
แต่ว่าในระหว่างนั้นเองยังคงมีความแตกต่างและคละเคล้าด้วยความวิตกกังวลของฝั่งตะวันตก ท่ามกลางความปริติยินดีของฝั่งตะวันออก แต่ว่าชาวฝั่งตะวันตกก็รู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย ด้วยประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างซับซ้อนของเยอรมนีสุดที่จะพรรณาให้ท่านเข้าใจได้ ถ้าสนใจก็แนะนำให้ไปเสาะแสวงหาเองน่าจะได้ความจริงมากกว่านี้ (สมรักษ์ คำสิงห์บอกว่า “ไม่ได้โม้”) เอาหละพอได้รู้เรื่องแต่หนหลังของประเทศเยอรมนีบ้างแล้วพอหอมปากหอมคอ จากนั้นเราก็จะพาท่านไปเสาะหาความตื่นตาตื่นใจในเช้าวันใหม่ในไมนซ์ต่อจากค่ำวันวาน
Deutsche Bahnhof (DB) ดอยช์ บานโฮฟ หมายถึง สถานีรถไฟแห่งเยอรมนี ทุกสถานีจะมีป้ายDBแสดงไว้หน้าอาคาร


การเดินทางระหว่างเมืองต่อเมืองโดยรถไฟฟ้า นับได้ว่ามีความสะดวกสบายและด้วยกำหนดระยะเวลาที่มีความแน่นอนระหว่างสถาณีต่อสถาณี การโดยสารด้วยรถไฟฟ้าจึงเป็นอีกทางเลือกที่มีความสำคัญต่อการเดินทางของพลเมืองที่นี่ ในวันหนึ่งๆ การรถไฟเยอรมัน (Deutsche Bahnhof => DB) จะให้บริการไม่น้อยกว่า 30,000 ขบวน (บ้านเราไม่เกิน 600 ขบวนต่อวัน) มันไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวด้วยเส้นตรงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น ทว่าล้วนแฝงไว้ด้วยความสนุกสนาน และความทรงจำอันแสนจะรื่นรมณ์ ณ. เส้นทางเรียบแม่น้ำไรน์อันอิ่มเอมไปด้วยความมีชีวิตชีวาและประวัติศาสตร์อันยาวนาน
สิ่งสำคัญในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าคือการศึกษาเส้นทางให้เข้าใจก่อน เพราะเส้นทางการให้บริการของรถไฟฟ้ามีหลายเส้นทางมาก (รถไฟทุกขบวนในเยอรมนีล้วนเป็นรถไฟฟ้า (ความกว้างของรางน่าจะ 1.2 หรือ 1.4 ม.) จุดหมายที่เราต้องการจะเยี่ยมเยือนอาจจะเปลี่ยนจากขบวนหนึ่งไปยังอีกขบวนหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะยากเย็นนักควรที่จะมีแผนที่การเดินรถในมือซึ่งเราสามารถขอได้ที่ สถานีที่เราใช้บริการ
แต่ละสถานีรถไฟจะไม่มีพนักงานขายตั๋วเหมือนบ้านเรา จะมีตู้จำหน่ายตั๋วไว้บริการ ดูจากรูปก็จะมีสองอย่าง ตู้สีเขียวจะเป็นตู้ที่ใช้บัตรพลาสติค (อาจจะบัตรเครดิตหรือบัตรที่ขอใช้บริการอื่นๆที่แสดงความจำนงค์ไว้ก่อน แล้วแต่กรณีไป) ในกรณีที่เราใช้เงินสดต้องใช้บริการตู้สีเขียว (ทุกๆสถานีจะอยู่ด้านซ้ายมือเมื่อเราหันหน้าเข้าหาตู้) ฝั่งขวาของตู้ (1) จะมีสารบัญซึ่งกำกับไว้ด้วยหมายเลขสถาณี ของแต่ละสถานี ตัวอย่างเช่นเราเริ่มจาก Geisenheim DB ถ้าเราจะต้องการที่จะไป Mainz หมายเลขสถานีของ Mainz คือ 65 สังเกตุตรงแป้นสีดำตัวเลขสีขาว (2) อยู่ที่แป้นที่สองจากด้านบนเราก็กด 65 ถัดลงมาก็จะมีปุ่มกด “ท่านเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่” (X) ก็กดตามที่ท่านเป็น จากนั้นที่จอด้านบนสุด (3) จะแจ้งค่าโดยสารให้ท่านทราบ อย่างเช่นไป Mainz 3.9 Euro ถ้ามีเหรียญก็ใส่ลงไปที่ช่อง (6) หรือถ้าเป็นแบงค์ก็ช่องหมายเลขห้า (5) ถ้าเราใส่เงินมากกว่าที่ค่าโดยสารที่เครื่องระบุ เงินทอนพร้อมด้วยตั๋วโดยสารก็จะออกมาที่ช่องด้านล่าง (7) ก็เป็นอันว่าเสร็จสิ้นกระบวนความ รอขึ้นรถไฟได้ (ถ้าเป็นสถานีย่อยชานชาลาจะมีที่เดียว) ในกรณีที่ท่านอยู่ที่สถาณีใหญ่ๆ ก็จะมีตารางเวลาแล้วก็เลขที่ชานชาลาที่ท่านจะต้องขึ้นรถให้ทราบ ท่านต้องอ่านให้ดีที่บอร์ดสีเหลือง (สีเดียวกัน) รถไฟจะออกทุกๆสามสิบนาที
เส้นทางที่เราจะเดินทางไปไมนซ์ ไม่มีรถไฟสายตรงจะต้องไปลงที่ Wiesbaden Hbf (วิชบาเด็น บานโฮฟ ) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถ้าหากว่าเราต้องการที่จะเดินเที่ยวหรือแวะเยี่ยมชม Wiesbaden ก็สามารถทำได้เพราะว่าเกือบทุกเมืองที่ได้สัมผัสส่วนมากศูนย์กลางของเมืองจะไม่ห่างจาก DB มากนัก เราสามารถใช้ตั๋วใบเดิมเดินทางต่อได้เลยแม้จะเปลี่ยนกี่สถานี(แต่ในเส้นทางเดิมนะ) จาก Wiesbaden Hbf ถึง Mainz Hbf ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ถ้าหากท่านต้องการทีจะเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปด้วยก็สามารถที่จะทำได้ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ


Mainz Hbf สถาปัตยกรรมก็เป็นแบบฉบับของเยอรมันซึ่งดูแล้วบ่งบอกถึงแก่นแท้ รากเหง้าอันยาวนานของประวัติศาสตร์ที่เห็นได้ทั่วไปกระนั้นดูแล้วก็ไม่ได้รู้สึกถึงความขัดแย้งในความทันสมัยและลงตัวของระบบการจัดการภายในตัวสถานีเลยแม้แต่น้อย เป็นไปได้ว่าคนที่มีความรู้ด้านสถาปัตย์เขาทำงานด้วยความมุ่งมั่นกับสาขาอาชีพที่เขาได้เล่าเรียนศึกษามาอย่างเต็มที่ ไม่ได้เรียนเพื่อมาทำรายการจับฉ่ายในทีวีหรือทำละครเวทีเหมือนอย่างคนที่เรียนเรียนสถาปัตย์ในบ้านเรา (เรียนให้สิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐทำไมว่ะ)
นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนเมืองนี้ นับว่ามีมากมายทีเดียว แต่จะเป็นนักท่องเที่ยวแถวๆยุโรปซะส่วนมาก เพราะเหตุว่าช่วงเวลานี้ในเยอรมันมีความอบอุ่นพอสมควร แม้จะมีฝนพรำบ้างบางวันแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรคสักเท่าไหร่
Mainz ก่อตั้งเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนคริสตกาล ในชื่อมากอนเทียคุม (ไม่ใช่เมียมาคุมนะ เป็นไปได้ว่าสามีเยอรมันมีภรรยาคนไทย แล้วกลับไปเยี่ยมบ้านภรรยา เพื่อนบ้านคงถามว่ามาจากไหน แกก็เลยบอกว่ามาจาก มากอนเทียคุม แต่การสื่อสารอาจสับสนเพราะเมียก็อยู่ข้างๆ เพื่อนชาวไทยคงได้ยินว่า “อ๋อ” เมียมาคุม..เมียมาคุม..ตาเทพเลยเอาไปร้องเป็นเพลง



หลังจากที่เสื่อมโทรมอยู่หลายร้อยปี อดีตเมืองหลวงแห่งรัฐ เยอร์มาเนียซูเพอริเออร์ ของชาวโรมันก็เริ่มเข้าสู่ยุคมั่งคั่ง ยาวนานในช่วงปี คส 747 เมื่อผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ชาวเยอรมัน ตั้งเมืองนี้เป็นที่ประทัปของอาร์ชบิชอปจนกลายเป็นศูนย์กลางคริสตจักรของเยอรมนี




ไว้ติดตามตอนต่อไป….
ผมเองครับ….ชาติ
หลายวันผันผ่านในไกรเซ็นต์ไฮม์
20 กันยายน 2551

บันทึกการเดินทางไกร์เซ็นต์ไฮม์-ไมนซ์ (ตอนที่สี่)

ชอปปิ้ง เซ็นเตอร์ คือจุดหมายของผู้มาเยือนจากทุกสารทิศ สถานที่ว่างเปล่าในวันจันทร์ถึงศุกร์ จะถูกทดแทนด้วยความหลายหลากของสินค้าและผู้คน ถือได้ว่าเป็นแหล่งพบประชั้นดีที่เรียบง่ายของวิถีชีวิตในวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นนี้
ผิวทางเดินถูกวางด้วยอิฐบล๊อคเป็นแนวสลับกันตามรูปทรงเลขาคณิตในหลายมิติ และในบางเขตแนวของอิฐสีขาวนวลที่มีความกว้างเท่ากะสองเท้าย่างได้สบายๆ ห่างออกไปไม่ใกลนักจะเริ่มมองเห็นวงกลมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสองเมตร ตามแนวเส้นผ่าศูนย์กลางจะถูกแต่งเติมด้วยตัวอักษรไม่กี่ตัว สีสันแตกต่างกันไปแต่คงไว้ซึ่งความชัดเจน ตำแหน่งที่ถูกวางอยู่ตรงข้ามซึ่งกันและกัน N, S, W, E อักษรสี่ตัวที่แสดงตำแหน่งของทิศทางที่เรายืน ณ.ช่วงเวลานั้นนั่นเอง




สินค้าหลากหลายชนิดมีให้เลือกจับจ่าย ผลไม้หรือพืชผักที่ดูแปลกตาทั้งรูปร่างและสีสัน เห็นแล้วน่าลิ้มลองรสชาดดีนักแล ในช่วงเช้าจะไม่สังเกตุเห็นวัยรุ่นมากนัก อาจเพราะเหตุว่าค่ำวันวานในผับ ในบาร์สักที่อาจกระทำการเหนี่ยวรั้งเอาพลังของพวกเขาเหล่านั้นไปมากกว่าที่จะทดแทนในช่วงเวลาสั้นๆในเช้าวันใหม่ได้ หรือว่าด้วยเหตุผลใดสุดที่จะคาดเดา
ในระหว่างที่สองเท้าก้าวเดินและคราคร่ำไปด้วยเหล่าบรรดานักชอปปิ้งทั้งหลาย แม้ว่าผู้คนจะมากมายและเบียดเสียดในบางจุด เราจะไม่ได้ยินเสียงตระโกนของนักการขายให้เราต้องหันไปมอง หรือไม่ต้องมีเสียงจากโทรโข่งให้แสบรูหูหรือทำลายบรรยากาศการดื่มกินและลิ้มรสความหอมกรุ่นของกาแฟในเช้าวันใหม่ที่สดใสแม้แต่น้อย


ในวันที่มีตลาดเช้าจะไม่อนุญาติให้รถผ่านเข้าออกในช่วงกลางวัน แต่ทางเมืองก็จะจัดรถไฟขบวนเล็กๆเข้ามาแทนเพื่อสร้างสีสันและเติมเต็มชีวิตให้มากขึ้น นักเดินทางน้อยใหญ่ให้ความสนใจที่จะนั่งชมความสวยงามของอาคารบ้านเรือนอย่างไม่ขาดสาย สังเกตุดูการใช้สีของหลังคา ของอาคารจะไม่มีความแตกต่างกันมาก ดูแล้วกลมกลืนดี ส่วนสีที่นิยมคือ สีโอ๊ค สีขาว จะไม่มีสี ดำ น้ำตาล แดง น้ำเงิน ม่วง เทา ขาว ทอง เงิน สลับลายสลับเหลี่ยมกันให้ดูสับสน


ศิลปะ วัฒนะรรม การแสดงมิได้ขาดหายไปจากท้องถนนยามเช้าวันหยุดในเยอรมนี วงดุริยางค์ของมหาวิทยาลัยประจำเมืองก็ต้องการพื้นในการนำเสนอและแสดงออกให้เหล่าพลเมืองน้อยใหญ่ได้เห็นในความสามารถของพวกเขา ในระหว่างที่พวกเขาบรรเลงท่วงทำนองไปตามท้องถนนมันช่างแฝงไว้ด้วยการปลุกเร้าหัวใจให้มีพลังดีนักแล เหล่าบรรดานักเดินทางทั้งหลายต่างหยุดดำเนินกิจการอื่นๆชั่วคราวในระหว่างที่พากเขาบรรเลงท่วงทำนองเพื่อทับถมความวิตกกังวล ให้ไปสิงสถิตย์ในรอยต่อของอิฐบนท้องถนนเพื่อที่จะได้เป็นอาหารให้มอสได้ดื่มกิน


ศิลปะ วัฒนะรรม การแสดงมิได้ขาดหายไปจากท้องถนนยามเช้าวันหยุดในเยอรมนี วงดุริยางค์ของมหาวิทยาลัยประจำเมืองก็ต้องการพื้นในการนำเสนอและแสดงออกให้เหล่าพลเมืองน้อยใหญ่ได้เห็นในความสามารถของพวกเขา ในระหว่างที่พวกเขาบรรเลงท่วงทำนองไปตามท้องถนนมันช่างแฝงไว้ด้วยการปลุกเร้าหัวใจให้มีพลังดีนักแล เหล่าบรรดานักเดินทางทั้งหลายต่างหยุดดำเนินกิจการอื่นๆชั่วคราวในระหว่างที่พากเขาบรรเลงท่วงทำนองเพื่อทับถมความวิตกกังวล ให้ไปสิงสถิตย์ในรอยต่อของอิฐบนท้องถนนเพื่อที่จะได้เป็นอาหารให้มอสได้ดื่มกิน




สิ่งปลูกสร้างไม่ว่าจะเป็นบ้าน โบส์ถคริส หรืออาคารอื่นๆล้วนนิยมที่จะก่อสร้างโดม (Dome) ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของสถาปัตยกรรมที่สามารถพบเห็นในทุกที่ของในเยอรมนี แต่บางแห่งอาจจะได้รับการบูรณะขึ้นมาใหมาจากซากเดิม แต่ถ้าสังเกตุดูจากภายนอกไม่สามารถที่จะบ่งบอกได้ว่าอาคารนั้นเก่าหรือใหม่ เพราะว่าการก่อสร้างงานงานผนัง นอกจากเทคนิคการทำงานที่ดีแล้ว ตัววัสดุในการที่จะเพิ่มความหน่าให้ผนังอาคารโดยที่ไม่มีรอยแตกร้าวนั้นนับว่ายากยิ่งกว่า
บ้านเรือน อาคารหรือสำนักงานต่างๆ ความหนาของผนังไม่น้อยกว่า 50 ซม. เพื่อที่อนุญาติให้ความหนาวเย็นส่งผ่านเข้ามาภายในได้น้อยที่สุด เพราะฉนั้นการก่อสร้างผนังที่จะให้ได้ความหนาขนากขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักในการเลือกใช้วัสดุและเทคนิคการทำงาน






ผมเองครับ….ชาติ
หลายวันผันผ่านในไกรเซ็นต์ไฮม์
20 กันยายน 2551

บันทึกการเดินทางไกร์เซ็นต์ไฮม์-ไมนซ์ (ตอนที่สาม)

" ข้าอยู่ที่นี่ก็วาดภาพ ปลูกดอกเหมย เอ๊ะ เจ้าชอบ ดอกเหมย มากไม่ใช่เหรอ ออกมาดูนี่สิเมื่อวานดอกเหมยบาน 2,076 ช่อ วันนี้ร่วงไป 8 ช่อ บานใหม่ 24 ช่อ รวมเป็น 2,092 ช่อ " นั่นเป็นบทสนทนาในห้วงเวลาหนึ่งของลี้คิมฮวงกับอาฮุย กระนั้นแม่นางเซียนยี้ก็อยู่ห่างจากทั้งสองแค่เพียงลมหายใจยังสัมผัสได้ เพียงว่าเป็นบทสนทนาที่สวยงามแค่นั้นเอง ไม่ได้มีสิ่งใดเกี่ยวพันกันทางภูมิศาสตร์ในการเดินทางของข้าพเจ้านัก แต่ว่าอาจมีส่วนคล้ายกันและสอดคล้องในท่วงทำนองและภาวะแห่งห้วงอารมณ์แค่นั้นเอง
“ค่ำคืนแห่งไมนซ์”นับว่าเป็นราตรีแรกที่คาดหวังจะได้โรมเร้าราตรีที่ไม่โดดเดี่ยว มันเริ่มขึ้นจากการเดินทางด้วยรถยนต์จากไกร์เซ็นต์ไฮม์(Geisenheim) หลังเลิกงานเย็นวันศุกร์ที่นี่สี่โมงเย็นก็ต้องออกจากที่ทำงานแล้วไม่อย่างนั้นคุณจะเป็นสิ่งแปลกปลอมไปโดยมิได้ตั้งใจ จุดหมายของเราคือการได้ย่ำราตรีของเมืองไมนซ์ (Mainz) การเดินทางเริ่มต้นด้วยอาศัยเพื่อนที่ทำงาน โดยจุดหมายแห่งแรกคือการนั่งเชียร์การแข่งขันฟุตบอลลีคของเยอรมันในผับสักที่หนึ่ง “ไมนซ์”คือทีมในหัวใจคุณในระหว่างที่คุณได้เหยียบมอสหรือเฟรินส์บนท้องถนนและช่องทางเดินในไมนซ์



สี่โมงเย็นหน่อยๆเราข้ามผ่านสะพานข้ามแม่น้ำไรน์กับพาหนะคู่ใจของเพื่อนเราเขาคือBenz ปี1993 เราผ่านไปตามเส้นทางระหว่างเมือง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยความเขียวชอุ่มของหมู่แมกไม้น้อยใหญ่สองข้างทางและมองเห็นได้ถึงความสะอาดของพื้นผิวถนนทั้งสองฟากฝั่ง ในขณะเดียวกันท้องฟ้าสีครามยามเย็นช่างดูอบอุ่นนัก พลอยให้นึกถึงเพลงของมาลีฮวนน่าโดยพลัน “ถ้าหากว่าฉันได้มุดไปในก้อนเมฆ เมฆคงจะพาฉันลอยไปแสนไกล หากว่าฉันได้ซ่อนตัวในปีกนก นกคงจะพาฉันบินกลับคืนคลอน” อย่างว่าแหละความเหงาไม่เคยปราณีใคร
ราตรีแห่งไมนซ์ช่างเต็มไปด้วยสีสัน หนุ่มสาววัยละอ่อนกระทั่งคู่รักวัยเก๋า เกี่ยวก้อยด้วยถ้อยอารมณ์ที่อ่อนไหวและน่าถวิลหากระนั้นยังแฝงไว้ด้วยแววตาที่จริงใจและซาบซึ้ง สื่อถึงสุนทรียภาพแห่งชีวิตที่รื่นรมณ์ แล้วจะมีอะไรมากกว่านี้อีกเล่าเจ้ามนุษย์น้อยผู้จองหอง รสชาดของเบียร์เย็นฉ่ำกับความหวานแห่งอารมณ์ช่างกลมกลืนนัก สาวน้อยใหญ่ที่เยื้องกายเข้ามาสัมผัสณ.ที่แห่งนี้ดูช่างน่าชื่นชมและน่าหลงไหลซะจริง ช่างเป็นยามค่ำคืนที่สวยงามที่สมควรแก่การฝังรากแห่งความทรงจำนักแล
ระหว่างสองข้างทางที่ได้สัมผัสช่างเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและรอยยิ้ม เพราะเหตุว่าผู้กำชัยในฟุตบอลแมทช์นี้คือทีมของไมนซ์นั่นเอง ซึ่งพอที่จะชดเชยความพ่ายแพ้ที่เพื่อนต่างทีมได้ยัดเยียดให้ในคราวที่ผ่านมาได้ สอบถามได้ความว่าแมทช์ที่ผ่านมาผู้รักษาประตูได้กระทำการอันไม่น่าชื่นชมด้วยการเอาลูกกลมๆลอดผ่านหว่างขาเข้าไปสัมผัสความหยาบกระด้างของตาข่ายถึงสองครั้งด้วยกัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เรื้อรังในอารมณ์ของเหล่าบรรดากองเชียร์ไมนซ์มากทีเดียว กระทั่งพอที่จะลดระดับความน่าเชื่อถือของผู้รักษาประตูได้มากทีเดียว และแล้วด้วยความหยาบกระด้างและความเหนียวหนึบกลับมาอีกครั้งของผู้รักษาประตู เขาสามารถที่จะหยุดการรุกรานของฝ่ายตรงข้ามได้นั่นแหละ Man of the match ถึงจะได้รับการเอ่ยถึงอีกครา

(ด้วยความผิดพลาดบางประการจึงไม้ได้เตรีมการเรื่องชาร์ตแบทเตอรี่สำหรับกล้องก็เลยไม่มีเหตุการณ์หรือรูปภาพที่ดูดีและน่าพิศวงมากกว่านี้มาให้ดูชม)
สามทุ่มในผับแถวนี้ช่างคราคร่ำไปด้วยบรรดาสาวน้อยใหญ่ที่แต่งตัวดูน่ารักน่าเอ็นดู สังเกตุดูที่นั่งต่อโต๊ะหนึ่งชุดก็จะมีแค่สามที่เท่านั้นเอง เป็นไปได้ว่าจากพฤติกรรมของนักดื่มที่เข้ามาแวะเวียนในที่แห่งนี้คงไม่ได้มาเป็นกลุ่มใหญ่บ่อยนัก ในระหว่างนั้นก็จะมีนักมายากล มานั่งดื่มแล้วก็กระทำการในสิ่งที่เหมาะเจาะเหมาะสมกับบรรยากาศดีทีเดียวกระนั้นยังแฝงไว้ด้วยความน่าพิศวงในคราวเดียวกัน แต่ในความพิศวงนั้นก็มิได้ถูกเฉลยเพราะเหตุว่าเราออกมาก่อนเหตุว่าจะต้องกลับที่พักในค่ำคืนเดียวกัน
ก่อนลาจากในคืนค่ำก็ตกลงว่าตามด้วยเหล้าที่ส่งกลิ่นอันหอมกรุ่น กระนั้นเองยังสังเกตุเห็นรอยต่ออันมากด้วยเหลี่ยมคมและแสงเงาของก้อนน้ำแข็งที่เบียดเสียดพื้นที่ของแก้วรูปร่างเพลินตาในคราวที่กระทบแสงไฟระยิบระยับตา คิดย้อนกลับวันที่ผ่านมาพอจะบอกได้ว่าเป็นน้ำแข็งสองก้อนแรกในหลายวันที่ผ่านมาที่ได้ลิ้มรสความฉ่ำเย็นและกลมกล่อมและสมบูรณ์ของรสชาดที่นุ่มละมุนยามเมื่อไหลผ่านลำคอ กระนั้นยังแฝงไว้ด้วยความหอมกรุ่นของวิสกี้เมืองหนาวณ.ลุ่มแม่น้ำไรน์อันเลื่องชื่อในประวัติศาสตร์

ไว้ติดตามตอนต่อไป
ผมเองครับ….ชาติ
หลายวันผันผ่านในไกรเซ็นต์ไฮม์
19 กันยายน 2551